Search

การเริ่มต้นเป็นช่างภาพ

ตอนที่ผมยังเป็นผู้สอนศาสนาอยู่ที่ลาว ผมได้มีโอกาสรู้จักกับชายอเมริกันคนนึงที่เกษียณแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ เขามีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษของเขาเอง เขาสนใจและชอบวิธีการสอนภาษาอังกฤษของพวกเรามาก เขาเลยชวนเราว่า “เฮ้ พวกคุณอยากจะกลับมาที่นี่หลังจบจากการเป็นผู้สอนศาสนาแล้วมาสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนของผมมั้ย?” ผมก็ตอบเขาไปว่า “แน่นอน ผมอยากจะกลับมาที่นี่อีก แต่จะอยู่ไม่นานนะ แค่สักประมาณ 6 เดือนไม่เกินจากนั้น” เพราะแผนของผมคือมาทำงานเก็บเงิน แล้วกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกา หลังจากที่ผมจบหน้าที่การเป็นผู้สอนศาสนา ผมกลับไปที่บ้านผมที่อเมริกาแล้วก็กลับมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ลาว นี่เป็นครั้งแรกและเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเรียนรู้วิธีที่จะทำวีดีโอขึ้นมา คลิปแรกเลยที่ผมทำคือการสอนภาษาอังกฤษ เป็นการสอนในภาษาอังกฤษ เราจะเอาสำนวนต่างๆในภาษาลาวมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วเราจะสอนว่าคำนี้คืออะไร แปลว่าอะไร และใช้ยังไง แต่ว่าเราจะทำให้มันสนุกและตลก ยกตัวอย่างเช่น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว(สมมติว่านี่เป็นภาษาลาว) เราก็จะมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในวิธีที่ตลกๆหรือจำง่ายๆ


ตอนนั้นเราใช้แค่กล้อง Point-and-Shoot ถ่าย แล้วก็ตัดต่อลงคลิปกัน เคยได้ยินหรือรู้จัก กล้อง Point-and-Shoot มั้ยว่าคืออะไร? แปลตรงตัวเลยก็คือ “ยกขึ้นเล็งแล้วกด” มันก็คือ กล้องถ่ายรูปดิจิตอลแบบธรรมดาทั่วๆไป อันเล็กๆที่มีเลนส์ติดกับตัวกล้อง ผมว่าคนไทยจะติดหูกับคำว่า กล้องคอมแพ็ค (Compact) ผู้คนที่นั่นชอบมากๆและให้ความสนใจกับวีดีโอพวกนั้นมากๆเลย แค่คลิปแรกๆก็มียอดวิวเป็นแสน ถ้าเทียบกับที่ไทยมันน้อย แต่ถ้าเป็นที่ลาวมันโคตรเยอะเพราะน้อยคนที่นั่นจะมีมือถือที่มีเน็ตและดูมันได้ ผมกับเพื่อนและคนในโรงเรียนดีใจมากๆ เราจึงเริ่มถ่ายคลิปและลงในเฟสบุ๊คเกือบทุกวันเลย แต่เกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษอย่างเดียว พอผ่านไปครบ 6 เดือน ผมเริ่มไม่อยากจะกลับบ้านแล้ว และไม่อยากจะเรียนมหาวิทยาลัยเพราะว่า (นี่เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ) มหาวิทยาลัยไม่จำเป็น นอกจากว่าคุณเรียนด้านอะไรที่มันจำเป็นจริงๆ เช่น หมอ นักกฏหมาย ทนายหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันจำเป็น ถ้าเป็นธุรกิจหรือเป็นครูสอนอะไรแบบนั้น ไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยสี่ปี เสียเวลานานมากกว่าจะเรียนจบแล้วก็เสียเงินเยอะด้วย กว่าจะได้เริ่มทำงานตามสิ่งที่คุณได้เรียนมานั้นก็ใช้เวลาเรียนไปนานแล้ว ที่อเมริกาไม่ใช่ทุกอาชีพที่ต้องการใบปริญญา นั่นอาจจะเป็นผลให้ผมคิดแบบนี้ ตอนนั้นผมรู้สึกและคิดว่า โอเค ผมไม่จำเป็นต้องไปเรียนก็ได้ ผมก็แค่ทำงาน แต่ถ้าผมยังทำงานอยู่ที่ลาวต่อไป ผมก็รู้สึกว่าผมจะอยู่แค่นั้นและไม่สามารถเติบโตขึ้นได้เพราะผมยังไม่พร้อมสำหรับอะไรหลายๆอย่าง จากนั้นไม่นานก็มีคนเสนองานให้ผมไปทำงานในไทย เขาจ้างให้ผมไปทำวีดีโอสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศไทย พูดง่ายๆก็คือไปเที่ยวทั่วไทยแล้วถ่ายวีดีโอโปรโมทการท่องเที่ยว ผมดีใจมากๆแล้วก็ตอบตกลงไปแต่ตอนนั้น ปัญหาก็คือ ผมถ่ายไม่เป็น มีแค่กล้องเล็กๆและยังตัดต่อไม่ค่อยเก่ง แต่เขาเห็นว่าผมมียอดวิวเยอะ (คนที่เห็นวีดีโอที่ลาวแล้วก็ชวนมาถ่ายที่ไทยเพราะนึกว่าผมเก่งมากซึ่งผมไม่เก่ง) แต่ผมก็ตอบตกลงไปแล้วก็ย้ายลงมาที่กรุงเทพ อาทิตย์แรกที่กรุงเทพ สิ่งเดียวที่ผมทำคือ เปิดยูทูปและศึกษาเรื่องกล้อง เรื่องการตัดต่อ การถ่ายภาพสวยๆ ผมเรียนรู้และศึกษาอยู่แค่อาทิตย์นั้นอาทิตย์เดียวตั้งแต่ตื่นจนถึงนอน วันละประมาณ 15 ชั่วโมง เปิดยูทูปและดูว่าใช้กล้องอะไรยังไง พอได้เริ่มทำงานจริง บริษัทนั้นก็เอากล้องมาให้ผมใช้ ซึ่งผมก็ใช้มันได้ดี ใช้ได้ พอถ่ายได้ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า วีดีโอแรกๆมันไม่ค่อยดี แต่ผมก็ไม่หยุด ผมก็ฝึกๆๆ ถ่ายๆๆ ตัดต่อๆๆ ทำไปเรื่อยๆทุกๆวัน ถึงแม้ว่ามันจะมียอดวิวน้อยมากๆ แค่ไม่กี่สิบคน แล้วก็ค่อยๆเพิ่มเป็นร้อยกว่าคน แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้แล้วก็ทำมันต่อไปเรื่อยๆ


**วีดีโอแรก เทศกาลช้างที่สุรินทร์ ถ้าเทียบกับงานในวันนี้ มันโคตรจะแย่เลย พอผมมองย้อนไป ผมถึงภูมิใจมาก**


ผมเรียนรู้เยอะมากจากการทำงานกับบริษัทนี้แล้วก็สนุกด้วย แต่ผมลาออกจากบริษัทนั้นหลังจากที่ผมทำงานอยู่ที่นั่นได้ครบ 1 ปี เพราะว่าผมไม่ชอบ ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่สไตล์ของผม ระหว่างปีนั้นที่ผมทำงานกับบริษัทนั้น ผมเปิดช่อง My Mate Nate แต่ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะถ่ายคลิปอะไรเลยเพราะผมต้องถ่ายคลิปท่องเที่ยวสำหรับบริษัท ดังนั้นตอนที่ผมว่าง ผมจะออกไปถ่ายคลิปสั้นๆง่ายๆ, คลิปแกล้งคน เพราะผมสังเกตเห็นว่าไม่ค่อยมีคนทำคลิปแกล้งคนแบบนี้ และนั่นก็เป็นจุดกำเนิดของ My Mate Nate ตอนนั้นผมแค่ถ่ายเล่นๆ ไม่เคยคิดเลยว่าผมจะได้รายได้จากยูทูป มีรายได้จากทางนี้ หรือมียอดวิวและคนติดตามเป็นล้าน ผมแค่อยากจะทำและจดจำเวลาเหล่านั้นไว้


สิ่งนึงที่ผมเรียนรู้มาจากการทำวีดีโอพวกนี้ก็คือ Keep Doing It! And Just Do It! เหมือนที่ผมพูดเรื่องการเรียนภาษาใหม่ คุณต้องกล้าที่จะพูดและในกรณีนี้คือ “กล้าที่จะทำ” อย่ามัวแต่กลัว อย่ารอ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป ลงมือทำเลย Just Do It. มีสุภาษิตที่ดีมากอันนึงกล่าวไว้ว่า You’ll miss every shot you don’t take. อันนี้พูดถึงบาสเก็ตบอลว่าถ้าเราไม่ยิงหรือชู้ต มันก็ไม่มีทางเข้าอย่างแน่นอน ฉะนั้นเราต้องใช้ทุกโอกาสและทุกสถานการณ์เพื่อทำให้มันเข้า เหมือนกันกับการทำวีดีโอ เราต้องทำมันไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ ถึงจะมีคนติดตามผมไม่เยอะมาก ผมก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จนคนเริ่มดูมากขึ้นและเริ่มมีคนติดต่อมามากขึ้น หวังว่าทุกคนที่กำลังทำยูทูปและคิดที่จะทำ จะได้แรงบันดาลใจหรือข้อคิดดีนะครับ


ถ้าใครอ่าน blog นี้และอยากรู้เพิ่มเติม อย่าพลาด blog ต่อไปเพราะว่าผมลงรายละเอียดลึกมาก ;)

19 views
  • YouTube
  • Facebook
  • Instagram